องค์กรภาคประชาสังคมร้องศาลปกครอง กังขาภาครัฐละเลยหน้าที่การกำกับการส่งออกปลาหมอคางดำ

องค์กรภาคประชาสังคมร้องศาลปกครอง กังขาภาครัฐละเลยหน้าที่การกำกับการส่งออกปลาหมอคางดำ ปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร และใครเกี่ยวข้องเรื่องนำเข้า
คำถามสำคัญที่สังคมพยายามหาคำตอบมาโดยตลอดจากปัญหาการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ ปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร และใครเกี่ยวข้องกับการนำเข้าแต่วันนี้มีอีกหนึ่งคำถามที่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง นั่นคือ “เส้นทางการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทย”
ประเด็นดังกล่าวถูกนำเสนอโดย นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายเสียงจากป่า องค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องการกำกับดูแลการนำเข้า-ส่งออกสัตว์น้ำ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้น่าสนใจคือ ข้อมูลที่เครือข่ายฯ นำมาเสนอระบุว่า ในช่วงปี 2556-2559 มีบริษัทปลาสวยงามจำนวน 11 บริษัท ส่งออกปลาหมอคางดำรวมกว่า 320,000 ตัว ใน 222 ครั้ง ก่อนที่จะมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2560ตัวเลขดังกล่าวจึงนำไปสู่คำถามว่า ปลาที่ถูกส่งออกเหล่านั้นมีที่มาจากไหน ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งกำเนิดได้หรือไม่
คำถามไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครส่งออก” แต่อาจต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้นว่า “ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยง ใครเป็นผู้ครอบครอง และปลาที่อยู่ในระบบการส่งออกในเวลานั้นถูกระบุว่าเป็นปลาชนิดใด”
จาก “ความคลาดเคลื่อน” สู่ข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบ
อีกประเด็นที่เครือข่ายเสียงจากป่าตั้งข้อสังเกต คือ ภายหลังเกิดการร้องเรียนเรื่องการแพร่ระบาดในปี 2560 มีคำชี้แจงว่า การระบุชนิดและชื่อปลาในเอกสารส่งออกอาจเกิดจาก ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ส่งออกแต่เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลที่มีการส่งออกถึงกว่า 222 ครั้ง ในช่วงเวลา 4 ปี และปลาถูกส่งไปยังมากกว่า 10 ประเทศ คำอธิบายดังกล่าวจึงนำมาสู่คำถามต่อว่า หากเป็นความคลาดเคลื่อน เหตุใดจึงเกิดขึ้นซ้ำเป็นจำนวนมาก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ กระบวนการตรวจสอบสัตว์น้ำก่อนการส่งออกของภาครัฐในเวลานั้นเป็นอย่างไร สามารถตรวจสอบชนิดของปลาได้ในระดับใด และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของปลาแต่ละล็อตย้อนกลับไปถึงผู้เพาะเลี้ยงหรือผู้ครอบครองได้หรือไม่คำถามนี่จึงไม่ใช่เพียงคำถามเรื่องเอกสารส่งออก แต่เป็นคำถามถึง ประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบและการกำกับดูแลของรัฐในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อสังเกตที่ต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ควรนำไปสู่ข้อสรุปล่วงหน้าว่า บริษัทส่งออกทั้ง 11 แห่งเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด หรือหน่วยงานรัฐมีส่วนเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด
สิ่งที่เครือข่ายฯ เรียกร้องจึงอยู่ที่การเปิดข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจง“เส้นทางส่งออก” อาจเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ภาพใหญ่
หากข้อมูลการส่งออกสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างครบถ้วน อาจช่วยเติมเต็มภาพของปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทยได้อีกด้านหนึ่งเพราะนอกจากการค้นหาว่า ปลาหมอคางดำเข้าประเทศมาได้อย่างไร แล้ว การตรวจสอบว่าในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด มีปลาชนิดนี้อยู่ในระบบการเพาะเลี้ยง การครอบครอง และการค้าของไทยอย่างไร ก็อาจช่วยให้เห็นเส้นทางของปลาได้ละเอียดขึ้นตั้งแต่ต้นทางของปลา ผู้เพาะเลี้ยงหรือผู้ครอบครอง การขออนุญาต การตรวจสอบชนิดสัตว์น้ำ การส่งออก ไปจนถึงปลายทางในต่างประเทศ
หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ก็จะทำให้เกิดฐานข้อมูลที่สามารถตอบคำถามสำคัญได้มากขึ้นว่า ปลาหมอคางดำที่ถูกส่งออกจากประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวมีที่มาอย่างไร และระบบของรัฐในเวลานั้นสามารถติดตามตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ศาลสั่งรัฐเร่งจัดการปัญหา
ประเด็นเส้นทางส่งออกเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กระบวนการทางคดีกำลังนำไปสู่การกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในขณะที่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 8.14/2587 กรณีผู้ฟ้องคดี 54 คน ฟ้องกรมประมงและพวกรวม 18 คน โดยมีข้อกล่าวหาว่ากรมประมงละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกันและควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น ตามกฎหมายประมงที่ใช้บังคับในขณะนั้น
ศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการ ควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรวมถึงให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 และมาตรการในพื้นที่จำเป็น โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้การดำเนินการบรรลุผลภายใน 180 วัน
ส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม ศาลมีคำพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณายกประกาศพื้นที่ อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
คำตอบที่สังคมยังรอ
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาปลาหมอคางดำอาจไม่ได้มีเพียงคำถามเดียว และไม่ควรจำกัดอยู่แค่การค้นหาว่า “ใครนำเข้าปลา”
เพราะเมื่อปรากฏข้อมูลว่ามีการส่งออกปลากว่า 3.2 แสนตัว 222 ครั้ง ก่อนเกิดการร้องเรียนเรื่องการแพร่ระบาด สิ่งที่ควรถูกตรวจสอบควบคู่กันคือ ปลาเหล่านั้นมาจากไหน ใครครอบครอง ใครส่งออก เอกสารระบุชนิดปลาอย่างไร และระบบตรวจสอบของรัฐในเวลานั้นทำงานอย่างไร
การเปิดข้อมูลและตรวจสอบเส้นทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสรุปได้ทันทีว่าใครเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด แต่จะช่วยให้สังคมได้เห็นข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งของปัญหา
เพราะการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในวันนี้ อาจจำเป็นต้องย้อนกลับไปค้นหาคำตอบจาก “เส้นทางของปลาในอดีต” เพื่อให้การจัดการในอนาคตอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานหรือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

เจอแล้ว "น้องมินนี่" หลังหายตัวนาน 12 วัน ล่าสุดแม่ติดต่อได้แล้ว

พิตบูลขย้ำเจ้าของดับ ที่แท้เคยก่อเหตุเจ้าของเก่า แถมเป็นข่าวดัง

องค์กรภาคประชาสังคมร้องศาลปกครอง กังขาภาครัฐละเลยหน้าที่การกำกับการส่งออกปลาหมอคางดำ

ไม่ธรรมดา ประกาศขายบ้าน 220 ล้าน รู้เจ้าของเก่าเป็นใครยิ่งฮือฮา
















